รหัสลับ เปอมูดี ป่วนก็ได้…รบก็เป็น

เผยรหัสลับ “เปอมูดี” ส่งความเคลื่อนไหวเจ้าหน้าที่ให้ “หน่วยรบ” เผยภารกิจทั้งตั้งม็อบป่วน-ฝึกรบ/ประกอบระเบิด และเรียนวิชาพยาบาล เผยจ้างหัวละ 150-250 ให้ออกมาป่วนเมือง

“เป็นหน้าที่ของสตรีและเด็กที่ต้องช่วยต่อสู้กับผู้รุกราน โดยไม่ต้องบอกสามีหรือพ่อแม่ ขอให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อเอาแผ่นดินของพวกเราคืนมา”

นั่นคือคำปลุกปั่น ยุยงของกลุ่มก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกของกลุ่ม “สตรีคลุมหน้า” หรือ “เปอมูดี” ซึ่งมักจะออกมารวมตัวกันประท้วง กดดัน เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวผู้ต้องหา หรือถอนกำลังทหาร ตำรวจ ออกนอกพื้นที่ ซึ่งมักจะประสบผลสำเร็จอยู่บ่อยครั้ง

จากข้อมูลของหน่วยข่าว พบว่า สตรีกลุ่มนี้ “ไม่ธรรมดา” เพราะมีการเคลื่อนไหวด้านมวลชนเหมือนสมัยสงครามเวียดนาม และพร้อมจะลุกขึ้นสู้เคียงข้างกับกลุ่มเยาวชนกู้ชาติ (เปอมูดอ)

แฟ้มลับทางการข่าว ระบุว่า ภารกิจของกลุ่มเปอมูดี นอกจากจะเป็น “กำแพงมนุษย์” ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ยังมีหน้าที่ดำเนินยุทธวิธีหลักๆ ถึง 3 ประการสำคัญ

1.เป็นหน่วย “เฝ้าระวัง” จัดเวรยามเพื่อรายงานความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ที่เดินทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อให้หน่วยรบขนาดเล็ก (อาร์เคเค) ในหมู่บ้านทราบ และสามารถหลบหนีออกนอกหมู่บ้านได้ทันที

หากจำเป็นก็จะตั้งกำแพงสตรีและเด็กปิดปากทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อ “ถ่วงเวลา” เท่าที่จะทำได้

น่าสนใจว่า ในการส่งสัญญาณให้หน่วยรบรับทราบความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม กลุ่มเปอมูดีจะใช้ “รหัสลับ” ดังนี้

“บาบี” (หมู) หมายถึง “ทหาร”

“ลือมู” (วัว) หมายถึง “ตำรวจ”

“กูดอ” (ม้า) หมายถึง “รถจักรยานยนต์”

“โฆะ” (คุก) หมายถึง “รถยนต์”

“บาบีญอเคาะ” หมายถึง “ทหารเดินเท้า”

“ปาจะ” (ทาก) หมายถึง “ตะปูเรือใบ”

“บูโละห์” (ไผ่) หมายถึง “อาวุธปืน”

“บูเวาะห์ปีแน” (ผลหมาก) หมายถึง “ลูกระเบิด” หรือ “ระเบิดแสวงเครื่อง” เป็นต้น

2.พัฒนาศักยภาพของกลุ่มสตรีคลุมหน้าให้ได้รับการฝึกอาวุธและต่อสู้ด้วยมือเปล่าเหมือนเปอมูดอ หรือในการขนย้ายอาวุธ กระสุน และวัตถุระเบิดให้หน่วยรบในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด

กลุ่มสตรีคลุมหน้าจะถอดอุปกรณ์พกติดตัวไปคนละชิ้นเพื่อความสะดวก และไม่ถูกสังเกตจากเจ้าหน้าที่ ก่อนจะนำไปให้หน่วยรบประกอบใหม่เพื่อการก่อเหตุร้ายในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดนายหนึ่งในค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เผยข้อมูลอันน่าตระหนกว่า

“เหตุการณ์ลอบวางระเบิดสถานบันเทิงครั้งใหญ่ที่ จ.ยะลา เมื่อไม่นานมานี้ ผลการตรวจสอบพบระเบิดแสวงเครื่องที่ใช้นาฬิกาดิจิทัลตั้งเวลาระเบิด หลายลูกมีลายนิ้วมือของผู้หญิงคนเดียวกัน จึงเป็นไปได้ว่ากลุ่มสตรีปิดหน้าเหล่านี้จะสามารถเรียนรู้ที่จะผลิตระเบิดได้เองแล้ว”

3.ฝึกการเรียนหลักสูตร “พยาบาล” เพื่อช่วยเหลือกลุ่มแนวร่วมที่ได้รับบาดเจ็บ

ทั้งนี้ หลักสูตรการฝึกน่าจะมีกลุ่มเครือญาติที่เป็นพยาบาลในพื้นที่เป็นผู้ฝึกสอน แต่ที่เด่นชัดที่สุดคือ การเข้าไปฝึกวิชาพยาบาลในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย โดยเริ่มฝึกมาตั้งแต่ปี 2546-2550 ปีละ 1 รุ่น

จากการค้นบ้านผู้ต้องสงสัย…เจ้าหน้าที่พบ “เครื่องมือพยาบาล” หลายอย่างที่นำมาจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีศักยภาพถึงขั้น “ผ่าตัดเล็ก” ให้กลุ่มโจรได้ทันทีเมื่อเกิดบาดเจ็บ

นอกจากนี้ ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” ยังได้รับการเปิดเผยจากแนวร่วมสตรีคลุมหน้ารายหนึ่ง ซึ่งถูกชักชวนให้ไปร่วมชุมนุมประท้วงกดดันเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อไม่นานมานี้

อดีตสตรีคลุมหน้ารายนี้ เผยว่า ทางแกนนำกลุ่มแนวร่วมจะใช้วิธีการดึงผู้หญิงและเด็กเข้ามาร่วมชุมนุม ดังนี้

เบื้องต้น ทาง “แกนนำ” จะมีการประสานกับ “แนวร่วมนอกพื้นที่” ในอำเภอต่างๆ เพื่อให้ส่งสตรีและเด็กเข้ามาร่วมในการชุมนุม โดยการว่าจ้างอย่างน้อยคนละ 150 บาท แต่ถ้าหากชักชวนพี่น้องหรือเด็กๆ เข้าไปร่วมด้วยก็อาจจะเพิ่มให้เป็น 200-250 บาทต่อคน โดยจะหลอกว่าจะให้ไปช่วยงานบุญของญาติ

ขั้นต่อมา ทางแกนนำกลุ่มจะจ้างรถกระบะของกลุ่มแนวร่วมเพื่อบรรทุกกลุ่มผู้ชุมนุมมายังสถานที่ที่จะประท้วง โดย “แกนนำกลุ่ม” จะเป็นคนออกคำสั่งอยู่ภายใน ซึ่งล้อมรอบด้วยกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รู้ว่ามีแกนนำที่มีประสบการณ์สูงเป็นผู้สั่งการ

โดยแกนนำกลุ่มจะใช้การเบี่ยงเบนความสนใจเจ้าหน้าที่ เช่น เสียงสวดขอพรต่อพระเจ้า เพื่อทำการ “ส่งสัญญาณบางอย่าง” จากนั้นก็อาจจะเคลื่อนขบวนเพื่อปกป้องคนที่ต้องการช่วยเหลือไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวได้ หรือต่อรองให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา ซึ่งมีอยู่หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับการสั่งการของแกนนำ

“เมื่อประท้วงเสร็จผู้ชุมนุมก็จะเดินเท้ากลับในระยะทางที่ไกลพอสมควร ก่อนที่จะมีรถมารับเพื่อหลอกให้เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ไม่มีคนนอกมาปะปน หากประท้วงหลายวันก็จะอาศัยนอนอยู่กับคนในหมู่บ้าน เพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ต่อไป” แหล่งข่าวเผยถึงวิธีการอันแยบยล

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะมีการชุมนุมเกิดขึ้น ทางแกนนำจะต้องเข้าไปทำความเข้าใจกับญาติของผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเสียก่อน โดยพยายามโน้มน้าวว่า “ข้อเสนอของเจ้าหน้าที่ก็เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาให้ยุติลงในเบื้องต้นเท่านั้น แต่ถ้าเชื่อฟังเขาก็จะได้รับข้อเสนอที่น่าพอใจมากกว่า”

แม้จะเปิดยุทธวิธีไว้อย่างสลับซับซ้อนถึงเพียงนี้ แต่ พล.ต.สำเร็จ ศรีหร่าย ผู้บัญชาการกองกำลังศรีสุนทร ก็มองว่า แนวทางแก้ไขปัญหานี้ โดยใช้ “ทหารพรานหญิง” ก็เดินมาถูกทางแล้ว เพราะทหารหญิงเหล่านี้ถูกสอนมาให้ทำความเข้าใจกับชาวบ้านเป็นพิเศษตามแนวทางสมานฉันท์

“นอกเหนือจากปฏิบัติการด้านจิตวิทยามวลชนแล้ว ทหารพรานหญิงยังมีขีดความสามารถในการช่วยเหลือตัวประกัน การตรวจค้นกลุ่มสตรีที่ผู้ชายไม่สามารถทำได้ และจากผลงานเท่าที่ผ่านมาก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ” ผู้บัญชาการกองกำลังศรีสุนทร กล่าวแสดงความเชื่อมั่น

ความเชื่อมั่นจะสวนทางกับความเป็นจริงหรือไม่ คงต้องวัดกันจริงๆ ในยามปฏิบัติงาน ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็เชื่อว่า ฝ่ายตรงข้ามพยายามจะยั่วยุเพื่อให้เกิดการ “เผชิญหน้า” ทุกรูปแบบ

เพื่อ “เร่งปฏิกิริยา” ให้เจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าปราบปราม สร้างเงื่อนไขให้นานาชาติส่งกองกำลังเข้ามาแทรกแซง และเรียกร้องขอ “แบ่งแยกดินแดน” ในที่สุด !!

ประยุทธ สิวายะวิโรจน์/นิแวแย เตาสาตู