ธีรยุทธ ให้ปากคำคดีหมิ่น ทักษิณ

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. เวลา 11.00 น. ที่กองปราบปราม นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อให้ปากคำ ในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กล่าวหาว่า รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณโกงชาติ ด้วยการทุจริตโครงการขนาดใหญ่อย่างมโหฬาร หลังก่อนหน้านี้ปฏิเสธที่จะให้การในชั้นพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันนี้ พนักงานสอบสวนแจ้งให้ทราบว่า จะส่งสำนวนคดีดังกล่าวให้พนักงานอัยการพิจารณา นายธีรยุทธจึงตัดสินใจขอให้ปากคำในชั้นพนักงานสอบสวน โดยมีกลุ่มสลัม 4 ภาค ประมาณ 20 คน มาให้กำลังใจ โดยนายธีรยุทธกล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองทุกยุคทุกสมัย ทำตามหน้าที่และอยู่บนพื้นฐานของนักวิชาการที่ต้องแนะนำ ตำหนิ หากรัฐบาลทำเรื่องไม่ดี หรือทำผิดพลาดโดยไม่มีเจตนาร้าย หากวิพากษ์วิจารณ์แล้วถูกดำเนินคดี จึงกังวลว่าจะเป็นการปิดกั้นนักวิชาการไม่ให้ วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยังหวังว่า เมื่อพนักงานอัยการได้พิจารณาสำนวนการสอบสวนแล้วจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากเป็นการทำงานเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ

เปรียบ รบ.ขมิ้นอ่อน-คมช. แป้งโกกิ

อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า จากการติดตามการทำงานของรัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รู้สึกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลขิงแก่ ดูไปดูมาเหมือนเป็นขมิ้นอ่อน ส่วน คมช.ก็เหมือนแป้งโกกิ ที่นำมาใช้ชุบอาหารทอด ยังไม่เข้าใจทิศทางและภารกิจใหญ่ ของตัวเองที่จะต้องเร่งดำเนินการ สรุปก็คือ เป็นรัฐบาลที่ยังอ่อนเชิงทางการเมือง ไม่ทันกลุ่มการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มการเมืองอื่นๆ ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลใจ ขาดความมั่นใจ และมีความเป็นกังวลสูงขึ้น เนื่องจากไม่รู้ว่าอนาคตทางการเมืองจะเดินไปในรูปแบบใด

แถลงวิจารณ์รัฐบาลกลางเดือน ก.พ.

นายธีรยุทธกล่าวว่า กลางเดือนกุมภาพันธ์นี้จะเปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลและ คมช. ตั้งแต่เกิดรัฐประหาร (19 ก.ย. 2549) จนถึงปัจจุบัน จึงถือโอกาสเชิญสื่อทุกแขนง ส่วนวันและเวลาที่ชัดเจนจะแจ้งอีกครั้ง ต่อข้อถามถึงความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท. ทักษิณในต่างประเทศ นายธีรยุทธตอบว่า มีผลต่อการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะคอยเดินตามเกมของพ.ต.ท.ทักษิณตลอดเวลา ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจในรัฐบาลและเป็นกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองทั้งปัจจุบันและอนาคต